การปลูกมะนาวนอกฤดูในวงบ่อซีเมนต์

การปลูกมะนาวนอกฤดูในวงบ่อซีเมนต์

การปลูกมะนาวนอกฤดูในวงบ่อซีเมนต์ ต้องการบังคับให้เก็บผลได้ในช่วงที่มะนาวราคาแพงที่สุด คือ ช่วงเดือน มีนาคม – เมษายน ของทุกปี ดังนั้นเมื่อเก็บผลผลิตหมดในเดือนพฤษภาคม ให้รีบดำเนินการตามขั้นตอนดังนี้

– ตัดแต่งกิ่ง เด็ดผลที่เหลือบนต้นออก เพื่อบำรุงต้น เร่งการสร้างยอดใหม่ ใบใหม่โดย ผลมะนาวที่คุณภาพดีที่สุดคือผลที่เกิดจากยอดใหม่ ผลที่เกิดจากกิ่งเก่าคุณภาพจะด้อยลงมา ผลที่คุณภาพต่ำสุดคือผลที่เกิดติดกิ่ง หลังตัดแต่งกิ่งเสร็จใช้ปุ๋ยเคมี 15 – 15 – 15 ใส่หนึ่งกำมือต่อวง เหตุผลว่าหากไม่ใช้ปุ๋ยเคมีเลย ต้นจะไม่ค่อยสมบูรณ์เท่าที่ควร และพบอาการผลเหลืองที่ไม่ได้เกิดจากอาการม้านแดดมากกว่าปกติ เนื่องจากการให้ผลผลิตในปีที่ผ่านมา ต้นมะนาวใช้ธาตุอาหารในการเลี้ยงลูกในปริมาณที่มาก

– เพิ่มวัสดุปลูกในวงบ่อเนื่องจากในแต่ละปีวัสดุปลูกจะยุบลง เพิ่มกาบมะพร้าวบริเวณโคนต้น เนื่องจากาบมะพร้าวผุพังไปบ้างในปีที่ผ่านมา กาบมะพร้าวเป็นวัสดุที่ช่วยเก็บรักษาความชื้นได้อย่างดี และยังเป็นวัสดุที่ช่วยเก็บรักษาปุ๋ยที่จ่ายมาทางระบบน้ำก่อนจะค่อย ๆ ปลดปล่อยธาตุอาหารให้ต้นมะนาวใช้ ป้องกันการสูญเสียธาตุอาหารอันเกิดจากการไหลบ่า หรือการระเหย

– การให้ปุ๋ยชีวภาพซึ่งได้จากการหมักหอยเชอรี่30 กก. เศษผลไม้ 10 กก. กากน้ำตาล 10 กก. เชื้อพด. 2 จำนวน 25 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร สูตรนี้สามารถใช้ฉีดพ่นทางใบ ในอัตรา 20 – 25 ซีซีต่อน้ำ 20 ลิตรได้ ในส่วนของการให้ทางระบบน้ำนั้น เทคนิคคือใช้ปุ๋ยชีวภาพในอัตรา 5 ลิตร ต่อน้ำ 1,250 ลิตร ให้ทุก 5 – 7 วัน โดยในการให้จะให้ครั้งละ 3 – 5 นาทีเพื่อให้กาบมะพร้าวบริเวณโคนต้นชุ่มก็พอ หลังจากนั้นก็ให้น้ำตาม รอบปกติ น้ำจะค่อย ๆ ละลายธาตุอาหารลงไปให้ต้นมะนาวใช้ เป็นการจัดการที่ประหยัดปุ๋ย ใช้ปุ๋ยให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

– ในระยะนี้ต้องรักษาใบและยอดให้ดี เนื่องจากมีโรค แมลงที่สำคัญเข้าทำลายในระยะยอดอ่อนถึงเพสลาดคือ เพลี้ยไฟ และโรคแคงเกอร์ ในเรื่องสารเคมีให้แนวคิดว่าบางระยะยังต้องมีการใช้อยู่ แต่ต้องเลือกใช้ในระยะที่ปลอดภัยต่อผู้บริโภค คือใช้ในระยะก่อนเก็บเกี่ยวไม่น้อยกว่า 2 เดือน เนื่องจากแปลงเรียนรู้นี้ปลูกทั้งพันธุ์ตาฮิติ และพันธุ์แป้นคละกันไป พันธุ์แป้นอ่อนแอต่อโรคแคงเกอร์มาก

– หลักการใช้สารเคมีในแปลงมะนาว นอกจากเพลี้ยไฟ โรคแคงเกอร์แล้วยังมีโรคและศัตรูอื่น ๆ อีก เช่น หนอนชอนใบ หนอนกัดกินใบ แมลงค่อม โรคยางไหล โรคราเข้าขั้ว การเลือกใช้ชนิดของสารเคมีและระยะที่ใช้จึงมีความจำเป็น หากอยู่ในระยะที่ใช้สารเคมีได้ เพลี้ยไฟ และหนอนชอนใบมีสารเคมีที่เลือกใช้ในการป้องกันกำจัดคือ อะบาแม็กติน อัตรา 3 – 10 ซีซีต่อน้ำ 20 ลิตร ( ทั้งนี้อัตราการใช้แล้วแต่ความเข้มข้นของแต่ละบริษัทที่ผลิต ) หากพบการระบาดมากจะใช้สาร อิมิดาคลอพริด อัตรา 3 – 5 ซีซีต่อน้ำ 20 ลิตร แมลงค่อมหรือด้วงปีกแข็งใช้สารคาร์โบซัลแฟน อัตรา 20 – 30 ซีซีต่อน้ำ 20 ลิตร หรือไซเปอร์เมทริน อัตรา 5 – 10 ซีซีต่อน้ำ 20 ลิตร โรคราเข้าขั้วใช้สารป้องกันกำจัดเชื้อราแมนโคเซ็บ อัตรา 20 – 30 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือคาร์เบ็นดาซิม อัตรา 10 – 20 ซีซีต่อน้ำ 20 ลิตร ความถี่ในการฉีดพ่น ทุก 7 – 15 วัน หรือแล้วแต่สภาพการระบาดของโรคแมลง นอกเหนือจากระยะนี้แล้ว 2 เดือนก่อนเก็บเกี่ยว และเลือกใช้น้ำหมักชีวภาพที่มีฤทธิ์ไล่ และกำจัดแมลง โดยใช้น้ำหมักที่หมักจากสมุนไพรที่ มีรสเผ็ด ขม เหม็น เช่น ขิง ข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด บอระเพ็ด สะเดา ใช้สมุนไพรดังกล่าวอย่างใดอย่างหนึ่ง30 กก. กากน้ำตาล 10 กก. พด. 7 จำนวน 25 กรัม ต่อน้ำ 30 ลิตร หมัก 20 วัน นำมาฉีดพ่นในอัตรา 25 ซีซีต่อน้ำ 20ลิตรทุก 7 – 15 วัน

– เนื่องจากมะนาว มีอายุ ประมาณ 5 เดือนสามารถเก็บขายได้ในเดือนที่ 6 การวางแผนการบังคับให้ออกนอกฤดู คือต้องทำให้ออกดอก เดือนตุลาคม เดือนกันยายนต้องงดปุ๋ย งดน้ำ จากประสบการณ์จะเลือกใช้จังหวะฝนทิ้งช่วงประมาณ 7 – 15 วัน เป็นการงดน้ำไปในตัวเป็นการจัดการที่ยากในกรณีที่ไม่มีแรงงานเพียงพอ แต่ถ้ามีแรงงานทำพอหรือปลูกไม่มากให้ใช้พลาสติกคลุม หากจะให้ได้ผลดี ในวันที่แดดออกต้องแกะพลาสติกออกให้น้ำระเหย หากฝนตกต้องคลุมพลาสติก

– งดน้ำจนใบเหี่ยว สลด และหลุดร่วงประมาณ 50 – 60 เปอร์เซ็นต์ หลังจากนั้นให้น้ำตามปกติ ปุ๋ยเคมีที่ใช้เพื่อเปิดตาดอกในระยะนี้คือ ปุ๋ยที่มีตัวกลางสูงเช่น 12 – 24 – 12 หรือ 15 – 30 -15 ปริมาณ 1 กำมือต่อวงรดน้ำให้ชุ่มเพื่อให้ปุ๋ยละลาย

– หลังติดดอกแล้วให้น้ำตามปกติเช้า – เย็น เวลาละ 5-10 นาที

– ปุ๋ยทางดินที่ใช้ทดแทนปุ๋ยเคมี ตลอดฤดูการผลิตคือปุ๋ยอินทรีย์ที่หมักจากเศษพืช มูลสัตว์ กากหอยเชอรี่ เป็นการลดต้นทุนการผลิต ลดภาวะดินเสื่อมโทรม ปรับสภาพดินให้สมบูรณ์ อย่างยั่งยืน

วิถีเกษตรธรรมชาติ ในรูปแบบ มาซาโนบุ ฟูกูโอกะ

วิถีเกษตรธรรมชาติ  ในรูปแบบ มาซาโนบุ  ฟูกูโอกะ

มาซาโนบุ ฟูกูโอกะ จากอดีตนักวิทยาศาสตร์ในห้องทดลองเขาผันตัวเองสู่ท้องนาชนบท เพื่อพิสูจน์แนวคิดและความเชื่อของตน เมื่อเกษตรกรรมในยุคปัจจุบันได้เดินมาถึงทางตัน การกลับไปสู่วิถีดั้งเดิมอันเป็นแนวทางที่สอดคล้องกับธรรมชาตินั่นคือทางออกของยุคสมัย เขาพยายามชี้ชวนให้เรามองเห็นภาพของระบบที่เป็นองค์รวมและเกื้อกูลกันของธรรมชาติ แทนการมองแต่ละส่วนแยกออกจากกัน ด้วยหลักพื้นฐาน 4 ประการอันได้แก่ การไม่ไถพรวนดิน ไม่ใช้ยาฆ่าแมลง ไม่ใส่ปุ๋ยเคมี และไม่กำจัดวัชพืช

เขาเชื่อว่าธรรมชาติสามารถจัดการตัวมันเองได้อยู่แล้ว มนุษย์จึงไม่ต้องทำงานที่เกินความจำเป็น อย่างเช่น ไม่จำเป็นต้องไถพรวนดินเพราะว่าตามปกติพืชก็ไถพรวนด้วยตัวของมันเองอยู่แล้วจากการชอนไชราก การไถ่พลิกหน้าดินขึ้นมาก็รังแต่จะทำให้เมล็ดวัชพืชที่หลบซ่อนอยู่ใต้ดินได้มีโอกาสขึ้นมางอกงาม ซึ่งจะทำให้ชาวนาต้องทำงานมากขึ้นไปอีกจากการกำจัดวัชพืชภายหลัง เขาควบคุมแมลงด้วยการปล่อยให้พวกมันจัดการกันเองตามห่วงโซ่อาหาร และควบคุมวัชพืชด้วยการปลูกพืชตระกูลถั่วคลุมดิน ซึ่งต่อมาจะทับถมกลายเป็นปุ๋ยสะสมเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ให้หน้าดิน

การเกษตรแบบ ”อกรรม” ไม่ใช่การไม่ทำอะไรเลย แต่หมายถึงการทำทุกอย่างเท่าที่จำเป็น ง่ายและงามสอดคล้องกับวิถีของธรรมชาติอันเป็นพื้นฐานของสรรพสิ่ง ซึ่งมาซาโนบุ ฟูกูโอกะ ก็ได้ใช้ชีวิตทั้งชีวิตพิสูจน์ให้เราเห็นแล้วว่ามันเป็นเรื่องที่สามารถเกิดขึ้นได้จริงและให้ผลผลิตเทียบเคียงนาที่ทำการเกษตรด้วยวิธีปัจจุบันในต้นทุนที่ต่ำกว่า

อาคัวโพนิกส์ แบบใหม่น่าลอง

บรรดานักส่งเสริมแนวคิดเพื่อความยั่งยืนสนับสนุนเทคนิคการทำการเกษตรแบบผสมผสานที่เลี้ยงปลาควบคู่กับการปลูกผักลอยน้ำว่าเป็นวิธีทำการเกษตรแบบใหม่ที่มีประสิทธิผลในการผลิตอาหารที่ยั่งยืน

มีปลา 240 ตัวเลี้ยงอยู่ในแท็งค์เลี้ยงปลาหลายแท็งค์ที่ฟาร์มปลาและผักซิลเบริ์น คุณลอร่า กินเนโล่ ผู้จัดการฟาร์หม เป็นคนให้อาหารปลาตอนเช้า น้ำจากแท็งค์ปลาเหล่านี้ที่มีสิ่งปฏิกูลจากปลาที่เป็นประโยชน์จะไหลผ่านระบบกรองน้ำและไหลเข้าไปสู่แปลงผักต่างๆ ที่อยู่ติดกัน แปลงผักเหล่านี้มีทั้งผักสลัด พริกหยวกและแตงกวาที่ยอดเลื้อยขึ้นไปบนเกาะเพดาน

คุณลอร่า กินเนลโล่บอกว่าปลาช่วยสร้างสารอาหารแก่ผักที่ปลูก และผักก็ทำหน้าที่เป็นตัวกรองน้ำแก่ปลาไปในตัว

การเกษตรผสมผสานแนวใหม่นี้เรียกว่า Aquaponics เป็นการเกษตรที่รวมการเลี้ยงปลาหรือ aquaculture เข้ากับการปลูกผักที่ไม่ต้องใช้ดินที่เรียกว่า hydroponics

คุณลอร่า กินเนลโล่ ผู้จัดการฟาร์หมกล่าวว่าผักในฟาร์หมปลูกโดยตรงในน้ำ แปลงผักเหล่านี้จะอยอยู่เหนือน้ำ สวนผักลอยน้ำในกรีนเฮ้าส์เล็กๆ นี้ให้ผลผลิตผักตั้งแต่ห้าถึงสิบกิโลกรัมต่อสัปดาห์และคุณกินเนลโล่คาดว่าจะสามารถได้ผลผลิตปลารวม 250 กิโลกรัมต่อปี

การเกษตรแบบผสมผสานที่เรียกว่า Aquaponics กำลังได้รับแรงหนุนจากนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเนื่องจากการประมงที่มากเกินพอดีได้คุกคามต่อพันธุ์ปลาในธรรมชาติ คุณเดฟ เลิฟ นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยจอห์น ฮ็อปกิ้นส์ กล่าวว่า อย่างน้อยครึ่งหนึ่งของปลาที่เรารับประทานกันทั่วโลกมาจากฟาร์หมเลี้ยงปลา แต่สิ่งปฏิกูลที่เกิดจากบ่อเลี้ยงปลาเป็นตัวสร้างมลภาวะ

เขากล่าวว่าการเลี้ยงปลาในบ่อจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะจำนวนปลาในทะเลลดลงเรื่อยๆ การทำฟาร์หมปลาจึงเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เเต่เราจะทำอย่างไรให้การเลี้ยงปลาในฟาร์หมมีความยั่งยืนและมีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและช่วยสร้างรายได้แก่ผู้เลี้ยงปลา

คำถามสุดท้ายนี้เองที่เป็นคำถามใหญ่สำหรับฟาร์หมปลาและผักผสมผสาน Chesapeake Aquaponics ที่อยู่ห่างจากเมืองบัลติมอร์ไปราวครึ่งชั่วโมง ในขณะที่นักวิจัยที่ฟาร์หมซิลเบริ์นกำลังทดลองทำการเกษตรแบบผสมผสานนี้อยู่ คุณเอลเลน เพิลแมน เป็นหนึ่งในคนไม่กี่คนที่พยายามพลิกการเกษตรผสมผสานแนวนี้ให้กลายเป็นธุรกิจ

คุณเอลเลน เพิลแมน กำลังปลูกผักสลัดพันธุ์แปลกใหม่หลายๆ พันธุ์รวมทั้งผักอื่นๆ อีกหลายอย่าง ในขณะที่กำลังจะเข้าสู่ฤดูหนาวซึ่งจะเป็นช่วงที่ผัดสดหายาก

เธอกล่าวกับผู้สื่อข่าววีโอเอว่าผักเหล่านี้โตได้ดีในกรีนเฮ้าส์ในช่วงฤดูหนาว คุณคงหาผักโรเเมนฮ้่าร์ทสีแดงสดๆ ไม่ได้แน่นอนในช่วงฤดูหนาว หากไม่ปลูกในกรีนเฮ้าส์

อย่างไรก็ตาม เมื่ออุณหภูมิเริ่มเย็นลง น้ำในแท็งค์เลี้ยงปลาต้องได้รับการปรับอุณหภูมิให้อุ่น ซึ่งมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น นี่เป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้คุณเพิลแมน ยังไม่ได้กำไรจากการเกษตรแนวนี้ในขณะนี้

คุณกินเนลโล่กล่าวว่า นี่ยังถือว่าเร็วเกินไปที่จะมานั่งคิดเรื่องกำไรและความสำเร็จของแนวคิดการเกษตรแบบผสมผสานแบบใหม่นี้

เธอกล่าวว่าหลายๆ คนเห็นด้วยกับการพยายามใช้ประโยชน์จากสิ่งปฏิกูลที่ได้จากการเลี้ยงปลาโดยนำไปเป็นปุ๋ยแก่แปลงผัก เธอคิดว่าไม่ควรคิดรวบรัดตัดตอนว่าเเนวการเกษตรผสมผสานแบบใหม่นี้ได้ผลและตื่นเต้นไปกับมันเพราะยังอยู่ในขั้นการทดลองและยังไม่สามารถสรุปได้อย่างเสร็จสรรพถึงประสิทธิภาพและประสิทธิผล

การวางแผนการปลูก การทำการเกษตร

วันนี้มีแผนการ การทำการเกษตรมาฝาก..

– ติดต่อกับเจ้าประจำ
อาจจะเป็นพ่อค้าแม่ค้าคนกลางที่รับซื้อสินค้าจากเราไปขายยังตลาดเกษตรกรรมขนาดใหญ่
อย่างบ้านเราก็ตลาดสี่มุมเมืองนั่นเองครับแบบนี้เราจะขายได้แน่นอนแต่ราคาอาจจะต่ำกว่าท้องตลาดไปเยอะ
แต่เราหมดเรื่องกังวลว่าจะขายไม่ได้


– ติดต่อกับเจ้าของร้านอาหาร
ภัตตาคารที่ต้องการวัตถุดิบสำหรับประกอบอาหารโดยตรงแบบนี้จะได้ราคาที่ดีกว่าเพราะเราเป็นคนกำหนดราคาได้เอง เหล่านี้เป็นต้น
หรือสร้างแบรนด์ของตัวเองแบบนี้อาจจะใช้เวลาแต่หากเทียบกันแล้วจะเป็นที่รู้จักมากขึ้นและจะเป็นที่จดจำได้ง่ายกว่าการขายทั่วไป
นี่คือเบื้องต้นที่พอจะเป็นแนวทางให้ท่านผู้อ่านได้


– ขายเองโดยเช่าแผงแหล่งค้าขายหรือตลาดเกษตรกรรมในพื้นที่เช่น ตลาดกลางเกษตรเหล่านี้เป็นต้น


– รวมกลุ่มเพื่อจัดทำสินค้า หรือสร้างแบรนด์ของตัวเองแบบนี้อาจจะใช้เวลาแต่หากเทียบกันแล้วจะเป็นที่รู้จักมากขึ้น
และจะเป็นที่จดจำได้ง่ายกว่าการขายทั่วไป

การใช้ปุ๋ยหมักร่วมปุ๋ยน้ำ ในการผลิตข้าวอินทรีย์

การเตรียมแปลง แนะนำให้ทำปุ๋ยหมักไว้ใช้ โดยใช้เวลาเพียง 20 วัน ก็สามารถใช้ได้แล้ว ซึ่งส่วนประกอบในการทำปุ๋ยหมักใช้เอง มีดังนี้
1.ปุ๋ยคอก 2 กระสอบป่าน
2.แกลบขาว 1 กระสอบป่าน
3.แกลบดำ 1 ถุงปุ๋ย
4.น้ำหมัก 1 ขวดโพลาริส
5.กากน้ำตาล แล้วแต่จะเติมใส่เพื่อช่วยในการย่อยสลาย
นำส่วนผสมทั้งหมดมาคลุกเคล้าให้เข้ากัน หมักทิ้งไว้ 20 วัน

สูตรน้ำหมัก
1.ผักบุ้ง, ผักคะน้า, ผลไม้สด รวมกัน 3 กิโลกรัม
2.กากน้ำตาล 3 กิโลกรัม

วิธีการใช้ปุ๋ยเพื่อเตรียมแปลง หากเป็นแปลงนาใหม่ที่เพิ่งเปลี่ยนมาทำนาแบบเกษตรอินทรีย์ให้ใส่ปุ๋ยลงแปลง1ไร่ ต่อปุ๋ย 1 ตัน ถ้าเป็นแปลงนาที่ทำนาเกษตรอินทรีย์มาแล้ว ก็ใช้ไร่ละ 100 – 200 กิโลกรัม เมื่อใส่ลงไปแล้วให้ปล่อยน้ำเข้าที่นาไม่ต้องปล่อยเข้ามาก หลังจากนั้นก็เริ่มไถกลบและ เตรียมปัก ดำ หรือหว่านตามที่ต้องการได้ หลังจากนั้นช่วงระยะข้าวตั้งท้องก็ให้ฉีดน้ำส้มควันไม้ไว้ แล้วรอทำการเก็บเกี่ยว

วิธีทำปุ๋ยน้ำชีวภาพ

1. บดป่นหรือสับเล็กส่วนผสมทั้งหมด คลุกเคล้าให้เข้ากัน บรรจุลงภาชนะที่ไม่ใช่โลหะ

2. ใส่กากน้ำตาลพอท่วม เติมน้ำมะพร้าวท่วมมาก ๆ ตามต้องการ ใส่จุลินทรีย์ คนหรือเขย่าให้เข้ากันดี

3. เก็บไว้ในที่ร่ม อุณหภูมิห้อง ปิดฝาพอหลวม ๆ คนหรือเขย่าบ่อย ๆ

4. หมักนาน 7 วัน ถ้ามีกลิ่นหอมหวานฉุนถือว่า “ใช้ได้” ถ้ามีกลิ่นบูดเปรี้ยวให้เติมกากน้ำตาล น้ำมะพร้าว
และจุลินทรีย์แล้วหมักต่อไปจนกว่าจะมีกลิ่นหอม

5. ระหว่างการหมักมีฟองเกิดขึ้นถือว่าดี หมดฟองแล้วนำไปใช้ได้

6. หมักในภาชนะขนาดเล็กได้ผลเร็วกว่าหมักในภาชนะขนาดใหญ่

7. พยายามกดให้ส่วนผสมจมอยู่ใต้กากน้ำตาลเสมอ

เทคนิคเฉพาะปุ๋ยน้ำชีวภาพ

1. ส่วนผสมที่ข้นมาก แก้ไขด้วยการเติมน้ำมะพร้าวมาก ๆ ไม่ควรเติมน้ำเปล่าทุกกรณีและน้ำมะพร้าวอ่อนดีกว่าน้ำมะพร้าวแก่

2. หมักไว้เป็นเวลานาน ๆ มีกลิ่นบูดเปรี้ยวให้เติมน้ำมะพร้าวกับกากน้ำตาลและจุลินทรีย์ลงไปอีก

3. จุลินทรีย์ธรรมชาติมีใน เปลือก / ตา / แกนจุกสับปะรด แกนต้นปรง ผักปรัง เหง้าหญ้าขนสด ฟางเห็ดฟาง
เนื้อผลไม้รสหวานทุกชนิด หรือที่จำหน่ายตามท้องตลาด เช่น จินเจียงลินซีส บาซิลลัสสุริยา-โน
ไซโมจินัส พด-1 เป็นต้น ให้เติมจุลินทรีย์เพียงเล็กน้อยพอเป็นหัวเชื้อ

4. ส่วนผสมทั้งหมดไม่จำเป็นต้องหมักพร้อม ๆ กัน ส่วนไหนมาก่อนหมักก่อน มาทีหลังหมักทีหลังในภาชนะเดิม

5.กากปุ๋ยหมักชีวภาพคือส่วนที่ยังย่อยสลายไม่หมดเมื่อใช้น้ำหัวเชื้อหมดแล้วให้ใส่ส่วนผสมชุดใหม่ผสมกับกากเดิมเติมกากน้ำตาล น้ำมะพร้าวและจุลินทรีย์แล้วหมักต่อไป

6. ปุ๋ยน้ำชีวภาพสามารถเก็บได้นานนับปีหรือข้ามปีโดยไม่เสื่อมสภาพ

7. ธาตุอาหารพืชในปุ๋ยน้ำชีวภาพมีอะไรบ้างและจำนวนเท่าไรขึ้นอยู่กับส่วนผสมที่ใช้

8.น้ำหัวเชื้อปุ๋ยน้ำชีวภาพเมื่อกรองออกมาใส่ขวดทึบแสงแล้วเก็บในตู้เย็นที่ช่องเย็นธรรมดาหรือในอุณหภูมิห้อง
สามารถเก็บไว้ได้นาน ระหว่างเก็บให้ตรวจสอบด้วยการดมกลิ่น ของดีมีกลิ่นหอมหวานฉุน

9. ปุ๋ยน้ำชีวภาพที่ดีต้องไม่มีกลิ่นของส่วนผสมอย่างใดอย่างหนึ่งชัดเจน

10. หัวเชื้อปุ๋ยน้ำชีวภาพที่หมักใช้การได้ใหม่ ๆ เป็นกรดจัด เมื่อหมักนาน ๆ ความเป็นกรดจะลดลงเอง

11. หนอนที่เกิดในภาชนะหมักเกิดจากไข่แมลงวัน หนอนนี้จะไม่เป็นแมลง เมื่อโตเต็มที่จะตายไปเอง

12. ฝ้าที่ลอยอยู่ที่ผิวหน้าคือจุลินทรีย์ที่ตายแล้ว คนหรือเขย่าให้จมลงเป็นอาหารจุลินทรีย์ที่ยังไม่ตาย

13. ประกายระยิบระยับที่ผิวหน้า คือ “ฮิวมัส” ธาตุอาหารที่มีประโยชน์ต่อพืช

14. อัตราใช้ เนื่องจากความเข้มข้นที่แต่ละคนทำไม่เท่ากัน ก่อนใช้งานจริงต้องทดสอบก่อนอัตราตั้งแต่
1-20 ซีซี/น้ำ 20 ลิตร ถ้าใช้อัตราเข้มข้นเกินจะทำให้ใบพืชไหม้โดยทั่วไปอัตราที่ใช้ให้ทางใบ 1/1,000
ทุก 7-10 วันให้ทางราก 1/500 ทุก 10–15 วัน

15. ก่อนการให้กับพืชอาจผสมปุ๋ยเคมีหรือฮอร์โมนพืชร่วมด้วยก็ได้ตามความเหมาะสม

16. ปุ๋ยน้ำชีวภาพจะเกิดประสิทธิภาพสูงสุดเมื่อใช้ร่วมกับปุ๋ยหมักชีวภาพ